10 Recommend Wine June 2025 Week 2

7 มิถุนายน 2025
Posted in: Selection
More from this author
By WINE-NOW

10 ไวน์แนะนำประจำสัปดาห์จาก Wine-Now.asia

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมไวน์มืออาชีพ หรือมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่โลกของไวน์ รายการ “10 ไวน์แนะนำประจำสัปดาห์” นี้จะพาคุณไปพบกับไวน์คุณภาพจากทั่วโลก ตั้งแต่ Bordeaux Grand Cru, Champagne สุดหรู ไปจนถึงไวน์แดงพรีเมียมจาก Napa Valley และ Valpolicella ที่นุ่มลึก เราคัดสรรเฉพาะไวน์ที่มีรสชาติยอดเยี่ยม และประวัติความเป็นมาที่น่าหลงใหลมาให้คุณเลือกสรรอย่างจุใจ


1. Chateau Clerc Milon 2019

Château Clerc Milon ถือกำเนิดในปี 1789 จากที่ดินของครอบครัว Clerc ซึ่งตั้งอยู่บนดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่ง Pauillac

Château Mouton Rothschild และ Château Lafite Rothschild ทำเลทองนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Milon ซึ่งแปลว่าหมู่บ้านของชาวไร่ในยุคกลาง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 1970 เมื่อ Baron Philippe de Rothschild ตัดสินใจเข้าซื้อและพัฒนาไร่นี้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ Château Clerc Milon ก้าวขึ้นสู่เวทีไวน์ระดับโลกโดยไม่ทิ้งรากเหง้าความคลาสสิกของ Bordeaux ไวน์ที่เคยถูกมองว่า “รอง” จึงค่อย ๆ เติบโตเป็นไวน์ที่ “นักสะสมห้ามมองข้าม” โดยเฉพาะในวินเทจ 2019 ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสมดุลที่สุดในทศวรรษ

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ ส่วนผสมหลักคือ Cabernet Sauvignon มากกว่า 60% เสริมด้วย Merlot และ Petit Verdot เพื่อโครงสร้างที่แน่น แทนนินเนียน และกลิ่นซับซ้อน

 กลิ่นหอมของแบล็กเคอร์แรนต์ มอคค่า ใบยาสูบ และดอกไวโอเลต – ผสานกลิ่นไม้โอ๊กและเครื่องเทศจากการบ่มในถังไม้ฝรั่งเศสใหม่

✔ รสสัมผัสแน่นแต่นุ่มนวล พร้อม finish ยาวนาน มีความกลมกล่อมที่พัฒนาต่อได้อีก 15–20 ปี

✔ วินเทจ 2019 เป็นหนึ่งในปีที่ดีที่สุดของ Pauillac – ได้รับคะแนนสูงจากนักวิจารณ์ชั้นนำ เช่น James Suckling (95+) และ Vinous

✔ ผลิตภายใต้แนวคิดเดียวกับ Mouton Rothschild – ความละเอียดละออในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน

  1. Chateau Clerc Milon Vintage 2019
    ราคาพิเศษ ฿5,475 ฿6,500 -16%
    Chateau Clerc Milon 2019
    Explore

2. Perrier-Jouet Grand Brut Champagne

Perrier-Jouët (แปร์ริเย่-จูเอ้ต์) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1811 โดย Pierre-Nicolas Perrier และ Rose-Adélaïde Jouët ในเมือง Épernay หนึ่งในหัวใจของแคว้น Champagne ประเทศฝรั่งเศส โดยทั้งคู่มีความหลงใหลในธรรมชาติ ศิลปะ และการเบลนด์ไวน์อย่างปราณีต

จุดเริ่มต้นของชื่อเสียงระดับโลกมาจากแนวทางการผลิตแชมเปญที่มีความ ละเอียดละออ อ่อนหวาน และสง่างาม โดยเฉพาะ “Grand Brut” ซึ่งเป็นแชมเปญ Brut ตัวแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวในปี 1846 ถือเป็น ต้นแบบของ Brut Champagne ที่สมดุลระหว่างความสดชื่นและความหรูหรา

ขวดของแบรนด์นี้โดดเด่นด้วยลวดลายดอกไม้ Anemone ที่ออกแบบโดย Emile Gallé ศิลปินระดับตำนานแห่งยุค Art Nouveau กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความสง่างามเหนือกาลเวลา”

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ เบลนด์จาก 3 สายพันธุ์หลักของแชมเปญ: Pinot Noir, Meunier และ Chardonnay – เพื่อความสมดุลของโครงสร้าง กลิ่นหอม และรสสัมผัส

✔ กลิ่นหอมของผลไม้ขาว ดอกไม้สด แอปเปิ้ลเขียว และส้มยูซุ ผสมผสานกับความหอมจากการบ่มยีสต์แบบละเอียด

✔ รสสัมผัสสดชื่น มีชีวิตชีวา แต่ครีมมี่นุ่มนวล ทำให้เหมาะกับทั้งดื่มเปิดมื้อ หรือฉลองโอกาสพิเศษ

✔ ถือเป็น Brut ตัวแรกในประวัติศาสตร์ของ Perrier-Jouët – สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ Champagne ในศตวรรษที่ 19

✔ ขวดดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Maison – สื่อถึง “แชมเปญที่มีศิลปะ” และเหมาะเป็นของขวัญสุดประณีต

3. Chateau Cos Labory Saint Estephe 5ème Cru Classé

Château Cos Labory (ชาโตว์ กอส ลาโบรี) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ Saint-Estèphe หนึ่งในชื่อที่เก่าแก่ที่สุดใน Médoc และได้รับการจัดอันดับเป็น Grand Cru Classé ลำดับที่ 5 ตามระบบการจัดอันดับปี 1855

ชื่อ “Cos” มาจากคำในภาษา Gascon ที่แปลว่า “เนินเขาหินกรวด” ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของภูมิประเทศบนที่ดอนสูงของ Saint-Estèphe ที่ให้ผลผลิตองุ่น Cabernet Sauvignon ชั้นเลิศ ส่วน “Labory” คือชื่อของเจ้าของคนแรกที่บุกเบิกไร่นี้ในศตวรรษที่ 18

ไวน์ของ Cos Labory เป็นที่รู้จักในหมู่นักสะสมว่าเป็น “ไวน์ Médoc ที่จริงใจ” – สไตล์ที่ตรงไปตรงมาแต่แฝงความซับซ้อน และมีโครงสร้างที่เหมาะแก่การเก็บบ่มยาวนาน พร้อมให้รางวัลกับผู้ที่รออย่างใจเย็น

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ Cabernet Sauvignon นำโด่ง ผสม Merlot และ Cabernet Franc – ให้โครงสร้างแน่น ความเข้มข้น และ finish ยาวนาน

✔ กลิ่นหอมของแบล็กเคอร์แรนต์ ลูกพลัมสุก ดอกไวโอเลต และเครื่องเทศเบา ๆ จากการบ่มในถังโอ๊กฝรั่งเศส

✔ รสสัมผัสแน่นแต่นุ่มเมื่ออายุมากขึ้น แทนนินเนี้ยบ โครงสร้างดี ให้ความรู้สึก “ดั้งเดิมแต่สง่างาม”

✔ ไวน์ Grand Cru Classé แท้ จาก Saint-Estèphe – ภูมิภาคที่ขึ้นชื่อด้านความเข้มและศักยภาพในการบ่ม

✔ สามารถเก็บบ่มได้กว่า 15–20 ปี โดยจะพัฒนาโน้ตของหนังเก่า ซีดาร์ และโกโก้อย่างละเมียดละไม

4. Champagne Ruinart Brut

Ruinart (รุยนาร์) คือชื่อที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แชมเปญว่าเป็น “Maison แรกของโลก” ที่ผลิตแชมเปญอย่างเป็นทางการในปี 1729 โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Dom Thierry Ruinart นักบวชผู้มองเห็นอนาคตของ “ไวน์มีฟอง” ในศตวรรษที่ 18

เมซง Ruinart ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยตระกูล Ruinart และยึดถือแนวคิดแห่งความประณีต เรียบหรู และความสง่างามเหนือกาลเวลา โดยมี Chardonnay เป็นหัวใจของการผลิตแชมเปญเกือบทุกสายพันธุ์

Ruinart Brut คือรุ่นคลาสสิกที่แสดงตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจนที่สุด – สดใส ละเมียดละไม และดื่มง่ายอย่างหรูหรา

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ เบลนด์อย่างประณีตจาก Chardonnay 40%, Pinot Noir 50–55% และ Meunier 5–10% ให้ความสมดุลและมีมิติ

✔ กลิ่นหอมของแอปเปิ้ลเขียว ลูกแพร์ ดอกมะลิ และเฮเซลนัท ผสานกับความละมุนของยีสต์ขนมปัง

✔ รสชาติสดชื่น ละเอียด และฟองเนียนละเอียดเป็นพิเศษ ให้ความรู้สึก “ฟิน” ทุกคำ

✔ ผลิตโดยเมซง Ruinart – ผู้บุกเบิกแชมเปญแห่งแรกของโลก ด้วยคุณภาพและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์

✔ ขวดทรงโดมแบบเอกลักษณ์ ที่สะท้อนถึงแชมเปญยุคศตวรรษที่ 18 และเหมาะเป็นของขวัญสุดพรีเมียม

  1. Champagne Ruinart  Brut
    ราคาพิเศษ ฿3,999 ฿4,200 -5%
    Champagne Ruinart Brut
    Explore

5. Louis Latour Chateau De Blagny Meursault 1er Cru

Château de Blagny คือหนึ่งในทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Maison Louis Latour — เมซงไวน์ระดับตำนานของ Burgundy ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่ปี 1797

ไร่ Blagny ตั้งอยู่ระหว่างสองหมู่บ้านไวน์ระดับโลก ได้แก่ Meursault และ Puligny-Montrachet บนแนวเนินเขาที่มีดินหินปูนและหินชอล์กเป็นพิเศษ — ซึ่งถือว่าเป็น “สุดยอด terroir” สำหรับ Chardonnay

ไวน์ขวดนี้คือผลผลิตจากไร่ Premier Cru ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดใน Meursault และผลิตขึ้นเฉพาะปีที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมเท่านั้น

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ ทำจาก Chardonnay 100% ที่เติบโตบนดินหินปูนสูงของภูเขา Blagny ให้รสชาติสดชื่นแต่ลึกซึ้ง

✔ กลิ่นหอมของดอกไม้ขาว ส้มยูซุ เปลือกมะนาว และวานิลลาเบา ๆ จากการบ่มในถังโอ๊กฝรั่งเศส

✔ เนื้อสัมผัสเนียนละเอียด ซับซ้อน และมี minerality ที่ชัดเจน สมกับความเป็น Premier Cru

✔ ผลิตจาก Château de Blagny – สถานที่ประวัติศาสตร์ในบูร์กอญ ที่ได้รับการบูรณะโดยตระกูล Latour

✔ บ่มในถังไม้โอ๊กใหม่ประมาณ 8–10 เดือน เพื่อเพิ่มความซับซ้อนและกลิ่นหอมละมุน

6. Chateau Cazauviel Margaux

Château Cazauviel คือไวน์ที่สะท้อนเสน่ห์ของ Margaux ได้อย่างบริสุทธิ์และตรงไปตรงมา ตั้งอยู่ในหนึ่งในชื่อที่ทรงเกียรติที่สุดของฝั่งซ้าย Bordeaux เขต Margaux AOC ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนของไวน์ที่มีความหรูหรา อ่อนโยน และมีเสน่ห์ดึงดูดใจที่สุดของ Médoc

ไร่แห่งนี้เป็นไร่ขนาดเล็กที่ผลิตแบบจำกัด แต่เน้นคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกองุ่นในแต่ละพล็อตย่อย ไปจนถึงกระบวนการบ่มในถังไม้โอ๊กฝรั่งเศส ด้วยจิตวิญญาณเดียวกันกับไวน์ระดับ Grand Cru Classé

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ ผสมผสาน Merlot และ Cabernet Sauvignon อย่างสมดุล — Merlot มอบเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ส่วน Cabernet ให้โครงสร้างและศักยภาพในการบ่ม

✔ กลิ่นหอมของแบล็กเคอร์แรนท์ ลูกพรุน วานิลลา และดอกไม้แห้ง สไตล์คลาสสิกของ Margaux

✔ โครงสร้างแน่นแต่เนียนนุ่ม รสชาติเบลนด์อย่างลงตัว พร้อม finish ที่ยาวนาน และมีเสน่ห์แบบ elegant

✔ บ่มในถังโอ๊กฝรั่งเศส 12 เดือน เพื่อเพิ่มมิติของกลิ่นและความกลมกล่อมแบบบอร์กโดซ์ดั้งเดิม

✔ ให้ความรู้สึกของไวน์ระดับ Grand Cru ในราคาที่จับต้องได้ เหมาะกับทั้งมือใหม่และนักสะสม

7. Tommasi Ripasso Valpolicella Classico Superiore IGT

Tommasi คือหนึ่งในตระกูลผู้ผลิตไวน์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของแคว้น Veneto ประเทศอิตาลี โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1902 ด้วยความมุ่งมั่นในการรักษาความคลาสสิกของไวน์ Valpolicella แต่ไม่หยุดพัฒนาเพื่อเสนอสไตล์ที่ทั้งเข้าถึงง่ายและมีเอกลักษณ์

Ripasso เป็นเทคนิคเฉพาะของพื้นที่ Valpolicella ที่นำไวน์ Valpolicella ไป “รีพาสโซ” หรือผ่านกระบวนการหมักซ้ำบนกากองุ่นของ Amarone เพื่อเพิ่มโครงสร้าง รสชาติ และความลึกให้กับไวน์ — และ Tommasi ก็คือหนึ่งในผู้บุกเบิกที่ทำให้ Ripasso กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ เบลนด์จาก Corvina, Rondinella และ Corvinone — องุ่นท้องถิ่นที่มอบกลิ่นผลไม้แดงเข้มและสมุนไพรสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน

✔ กลิ่นหอมของลูกเชอร์รี่ดำ ดาร์กช็อกโกแลต และกลิ่นไม้โอ๊กอบอุ่น จากการบ่มในถัง 18 เดือน

✔ รสสัมผัสนุ่มลึก มีกลิ่นหวานผลไม้แห้งและเครื่องเทศ โครงสร้างแน่น แต่ยังคงดื่มง่ายและบาลานซ์

✔ ใช้เทคนิค Ripasso ซึ่งเป็นลายเซ็นของไวน์จาก Verona – เพิ่มความเข้มข้นโดยไม่ทำให้หนักเกินไป

✔ ดื่มได้ทันทีหรือเก็บบ่มต่อได้อีก 5–7 ปี เพื่อปลดปล่อยมิติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

8. Duckhorn Napa Valley Cabernet Sauvignon

Duckhorn Vineyards ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 โดย Dan และ Margaret Duckhorn ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับ Napa Valley ให้เป็นแหล่งผลิตไวน์คุณภาพระดับโลก พวกเขาเชื่อว่าความเป็นเลิศของ Cabernet Sauvignon และ Merlot ในแคลิฟอร์เนียตอนเหนือนั้นสามารถเทียบเคียง Bordeaux ได้ในสไตล์ที่เฉพาะตัว

Duckhorn กลายเป็นแบรนด์ระดับไอคอนที่ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์ไวน์ทั่วโลก ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ประณีตตั้งแต่การคัดแปลงองุ่นไปจนถึงการบ่มไวน์ในถังโอ๊กฝรั่งเศส โดยไวน์ Cabernet Sauvignon นี้คือผลงานเด่นที่แสดงตัวตนของ Duckhorn อย่างแท้จริง – สมดุล ทรงพลัง และเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่ง Napa Valley

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ เบลนด์จาก Cabernet Sauvignon เป็นหลัก ผสมเล็กน้อยกับ Merlot, Petit Verdot และ Cab Franc จากไร่คุณภาพทั่ว Napa เพื่อความลึกซึ้งของรสชาติ

✔ กลิ่นหอมของแบล็กเคอร์แรนต์ ลูกพรุนอบ โกโก้ และวานิลลา ผสานกับกลิ่นโอ๊กอ่อน ๆ จากการบ่มในถังไม้โอ๊กฝรั่งเศส

✔ เนื้อสัมผัสแน่นแต่หรูหรา โครงสร้างชัดเจนด้วยแทนนินกลมกล่อม มีมิติจากผลไม้สีเข้ม ผสานความเป็นเครื่องเทศและสมุนไพร

✔ บ่มใน French Oak 100% (ใหม่ 50%) เป็นเวลา 16 เดือน – เพื่อเพิ่มความซับซ้อนและศักยภาพในการบ่ม

✔ มีศักยภาพในการบ่มยาวนานถึง 10 ปีขึ้นไป หรือดื่มตอนนี้เพื่อสัมผัสความเย้ายวนในช่วงต้นของไวน์ Napa ชั้นดี

  1. Duckhorn Napa Valley Cabernet Sauvignon (Wine)
    ราคาพิเศษ ฿3,699 ฿3,900 -5%
    Duckhorn Napa Valley Cabernet Sauvignon
    Explore

9. Baron Philippe de Rothschild Escudo Rojo Gran Reserva - Blend

Escudo Rojo (เอสกูโด โรโฮ) คือการสืบสานตำนานจากตระกูล Rothschild แห่ง Bordeaux สู่ดินแดนแห่งอาทิตย์ใต้ในชิลี โดย "Escudo Rojo" มีความหมายว่า "Red Shield" หรือ "โล่แดง" ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของตระกูล Rothschild ที่แสดงถึงความภาคภูมิใจและคุณภาพระดับสูงสุด

ไวน์ Gran Reserva ขวดนี้ผลิตภายใต้การดูแลของ Baron Philippe de Rothschild Chile ซึ่งถือเป็นโครงการที่แสดงออกถึงความร่วมสมัย การผสมผสานความหรูหราของ Bordeaux กับความสดใหม่ของไวน์โลกใหม่จาก Andes Valley อย่างลงตัว

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ บลนด์สไตล์ Bordeaux: ประกอบด้วย Cabernet Sauvignon, Carmenère, Syrah และ Cabernet Franc – เพื่อสร้างไวน์ที่ซับซ้อนและทรงพลัง

✔ กลิ่นหอมเข้มข้น ของแบล็กเบอร์รี่ แบล็กเคอร์แรนต์ สัมผัสของโอ๊กคั่ว วานิลลา และเครื่องเทศหวานจากการบ่มในถังไม้

✔ เนื้อสัมผัสแน่น กลมกล่อม และหรูหรา โดดเด่นด้วยแทนนินละเอียดที่แสดงความสมดุลระหว่างผลไม้เข้มข้นและความหอมจากไม้โอ๊ก

✔ บ่มในถังไม้โอ๊กฝรั่งเศสถึง 12 เดือน เพื่อเพิ่มโครงสร้างและมิติของกลิ่นรส

✔ แสดงตัวตนของ "Chilean Terroir" ที่มีเอกลักษณ์ – ด้วยอิทธิพลของภูเขา Andes และความเย็นจากมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้องุ่นเติบโตช้าและมีรสเข้มข้น

10. Strofilia Mountain Fish Agiorgitiko

Strofilia คือหนึ่งในผู้ผลิตไวน์ยุคใหม่ของกรีซที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1980 โดยสองเพื่อนรักผู้หลงใหลในวัฒนธรรมไวน์ของประเทศตนเอง ไร่องุ่นตั้งอยู่ในเขต Peloponnese ซึ่งเป็นภูมิภาคภูเขาและชายฝั่งที่มีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน อุดมด้วยแสงแดดและลมทะเลที่เย็นสบาย

Mountain Fish คือซีรีส์ที่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความเรียบง่าย สดใส และอ่อนโยนของชีวิตริมทะเล โดยใช้ องุ่นพันธุ์ Agiorgitiko (อโยร์ยิติโก) ซึ่งเป็นองุ่นพื้นเมืองที่ปลูกมายาวนานในกรีซ มีชื่อเล่นว่า “Saint George’s Grape” และมีเอกลักษณ์ด้านความหอม ผลไม้สีแดง และเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม

คาแรกเตอร์เด่น:

✔ องุ่น Agiorgitiko 100% – องุ่นพื้นเมืองหายากที่มีกลิ่นหอมดอกไม้และผลไม้สีแดงอย่างชัดเจน

✔ กลิ่นผลไม้สด อย่างเชอร์รี่ แครนเบอร์รี่ และสตรอว์เบอร์รี่ เสริมด้วยโน้ตของดอกกุหลาบและเฮิร์บเมดิเตอร์เรเนียน

✔  รสสัมผัสสดใส มีความเบา ดื่มง่าย แทนนินนุ่ม เหมาะกับอากาศร้อนหรือการจิบแบบแช่เย็นเล็กน้อย

✔ จับคู่ได้ดีเยี่ยมกับอาหารไทย อย่างลาบหมู น้ำตก หรือหมูย่างจิ้มแจ่ว รวมถึงอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เช่น พาสต้าเบา ๆ หรือปลาย่าง

✔ เหมาะสำหรับสายไวน์ที่อยากเปิดโลกใหม่ ลององุ่นหายากจากประเทศดั้งเดิมแห่งโลกไวน์ พร้อมคาแรคเตอร์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากไวน์โลกใหม่