10 Recommend Wine June 2025 Week 3
10 ไวน์แนะนำประจำสัปดาห์จาก Wine-Now.asia
ในสัปดาห์นี้ Wine-Now.asia ขอคัดสรรไวน์และแชมเปญ 10 ขวดเด่น ที่สะท้อนทั้งเรื่องราว ความประณีต และรสนิยมของนักดื่มรุ่นใหม่และนักสะสมมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นไวน์ Napa Valley ที่ทรงพลัง , ซูเปอร์ทัสคานจากอิตาลีที่หรูหรา, ไปจนถึงแชมเปญ Dom Pérignon ที่สื่อถึงการเฉลิมฉลองอย่างแท้จริง
จาก Robert Mondavi Napa Valley Cabernet Sauvignon ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของไวน์อเมริกันคุณภาพ ไปจนถึง Dominus Estate 2016 ที่ได้คะแนนระดับ 100 เต็ม
และแน่นอนว่า…งานเฉลิมฉลองจะไม่สมบูรณ์หากขาด Dom Pérignon 2015 และ Veuve Clicquot Yellow Label สองตัวแทนของแชมเปญระดับโลก ที่เปล่งประกายในทุกแก้วที่ยกขึ้น
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักดื่มสายจริงจัง นักสะสมไวน์ หรือเพียงแค่อยากหาของขวัญสุดพิเศษ — สัปดาห์นี้คือโอกาสที่ดีที่สุดในการค้นพบขวดที่ใช่สำหรับคุณ
1. Robert Mondavi Napa Valley Cabernet Sauvignon
ในปี 1966 Robert Mondavi ผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ได้ก่อตั้งโรงไวน์ของตัวเองขึ้นที่ Napa Valley ด้วยความฝันว่า “ไวน์แคลิฟอร์เนียจะยืนเคียงข้างฝรั่งเศสได้อย่างภาคภูมิ” เขาคือคนแรก ๆ ที่ตั้งใจผลิตไวน์ระดับโลกจากดินแดนอเมริกัน และเป็นผู้บุกเบิกคำว่า "Napa Valley" ให้กลายเป็นชื่อที่คนรักไวน์ทั่วโลกรู้จักและเคารพ
Robert Mondavi Napa Valley Cabernet Sauvignon คือผลลัพธ์จากปรัชญา “New World – Old Soul” ที่ผสานเทคนิคฝรั่งเศสกับสภาพภูมิอากาศของแคลิฟอร์เนียได้อย่างลงตัว เป็นไวน์ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่ง Napa อย่างชัดเจนและจริงใจ
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นแบล็กเคอร์แรนต์ แพลัม และเชอร์รี่ดำ ผสานด้วยกลิ่นวานิลลา กาแฟ และโอ๊กจากการบ่มใน French & American Oak
✔ แทนนินกลมกล่อม โครงสร้างแน่นแต่ไม่แข็ง ให้สัมผัสหรูหราและลุ่มลึก
✔ ปลูกจากไร่องุ่นชั้นเยี่ยมใน Napa Valley เช่น Oakville, Stags Leap และ Rutherford – แหล่งที่ขึ้นชื่อเรื่องคาแบร์เนต์ระดับโลก
✔ ไวน์เรือธงของแบรนด์ Robert Mondavi ที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องในวงการไวน์สากล
2. Dominus Estate 2016
Dominus Estate คือผลงานแห่งความฝันของ Christian Moueix เจ้าของ Château Pétrus ที่เปี่ยมด้วยชื่อเสียงจากฝรั่งเศส ผู้เลือกข้ามมหาสมุทรมาสร้างไวน์ที่ Napa Valley ในปี 1983 โดยเลือกไร่ใน Yountville ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของ Napa ที่รู้จักกันในชื่อ Napanook Vineyard
Dominus มาจากภาษาละติน แปลว่า “เจ้าแห่งที่ดิน” และสะท้อนความเคารพใน terroir อย่างสุดหัวใจ — ทั้งในแนวทางการปลูกองุ่นแบบแห้ง (dry farming) การไม่แต่งหน้าไวน์ด้วยเทคนิคที่มากเกินไป และการบ่มอย่างยาวนานในถังไม้คุณภาพสูง
ปี 2016 ถือเป็นหนึ่งใน “ปีทองของ Napa Valley” ด้วยสภาพอากาศที่สมบูรณ์แบบต่อเนื่องจากปี 2015 ทำให้ Dominus 2016 กลายเป็นหนึ่งในวินเทจระดับเรือธงที่ควรค่าแก่การสะสม
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นผลไม้ดำเข้มข้น เช่น แบล็กเคอร์แรนต์ เชอร์รี่ดำ ลูกพรุนแห้ง ผสานโน้ตของโอ๊ก ไม้ซีดาร์ กาแฟ และสมุนไพรแห้ง
✔ แทนนินแน่นแต่เนียนละเอียด รสชาติซับซ้อน มีความลึกและโครงสร้างระดับ Grand Cru
✔ ไร่องุ่นทำแบบ dry farming 100% เพื่อให้องุ่นแสดง character ของดินได้ชัดเจนที่สุด
✔ นักสะสมไวน์ทั่วโลกจัดให้ Dominus เป็น “First Growth of Napa” คู่แข่ง Grange และ Opus One
3. Dom Perignon 2015
Dom Pérignon คือชื่อของพระ Benedictine ชาวฝรั่งเศสผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคนิคการหมักแบบมีฟองในช่วงศตวรรษที่ 17 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความประณีตสูงสุด” ในโลกแห่งแชมเปญ
แบรนด์ Dom Pérignon ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ Maison Moët & Chandon โดยผลิตเฉพาะ “วินเทจแชมเปญ” เท่านั้น ซึ่งหมายถึงจะใช้เฉพาะองุ่นจากปีที่ดีที่สุด และจะผลิตก็ต่อเมื่อไร่องุ่นบ่มเพาะคุณภาพสูงพอจริง ๆ เท่านั้น
ปี 2015 ถือเป็นวินเทจที่น่าจดจำ – เป็นปีที่ฝรั่งเศสประสบกับฤดูร้อนที่ร้อนจัดและแห้งยาวนาน ก่อนจะปิดท้ายด้วยฝนที่ช่วยเติมความสมบูรณ์ ทำให้ได้แชมเปญที่เต็มไปด้วยพลัง ความเข้มข้น และโครงสร้างที่สวยงาม
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นหอมของซิตรัสขาว แอปเปิลเขียว มะนาวคาเวียร์ และดอกไม้ขาว เสริมด้วยโทนอบอุ่นของอัลมอนด์ เฮเซลนัท และยีสต์บ่ม
✔ ฟองละเอียดเป็นพิเศษ รสนุ่มแน่น แต่สดชื่น และมีพลังปลายลิ้นอย่างชัดเจน
✔ ใช้องุ่น Chardonnay และ Pinot Noir อย่างสมดุล เพื่อให้เกิด harmony ที่แม่นยำ
✔ เป็นหนึ่งในแชมเปญที่ได้รับการจัดอันดับ “Top Prestige Cuvée” ของโลกอย่างต่อเนื่อง
4. Fontodi Flaccianello della Pieve
Flaccianello della Pieve คือนิยามของ “Super Tuscan” ที่ไม่ยึดติดกับกฎ DOC แต่ยึดมั่นในคุณภาพและความกล้าคิดกล้าทำของชาวอิตาเลียน จากแบรนด์ Fontodi ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้น Chianti Classico ใจกลางหมู่บ้าน Panzano in Chianti
ไร่องุ่นของ Fontodi เป็น ไร่องุ่นแบบออร์แกนิก ที่ตั้งอยู่บน Conca d’Oro (หุบเขาทองคำ) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกองุ่นที่ดีที่สุดในแคว้นนี้ และถูกขนานนามว่าเป็น "Premier Cru แห่งทัสคานี"
Flaccianello คือ Sangiovese 100% ที่ไม่ใช่แค่ไวน์…แต่คือ “คำประกาศแห่งศักดิ์ศรีของแผ่นดิน” ที่พิสูจน์ว่าไวน์อิตาลีก็เทียบชั้น Bordeaux และ Burgundy ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นเชอร์รี่เข้ม ราสป์เบอร์รี่ บัลซามิก และดอกไวโอเล็ต ผสานด้วยกลิ่นสไปซ์และโอ๊กเก่าอย่างมีชั้นเชิง
✔ รสสัมผัสแน่นลึก โครงสร้างสง่างาม แทนนินแน่นแต่เนียน ให้ความรู้สึกของไวน์ที่มีศักยภาพการบ่มสูง
✔ ผลิตแบบ Organic & Sustainable ทั้งไร่องุ่นและในโรงไวน์ — ใส่ใจธรรมชาติทุกขั้นตอน
✔ เป็นหนึ่งในไวน์ Super Tuscan ที่ได้รับการสะสมสูงสุดทั้งในยุโรปและเอเชีย
5. Chateau Bourgneuf Pomerol
Château Bourgneuf ตั้งอยู่ใจกลางแคว้น Pomerol ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หายากและทรงคุณค่าที่สุดของ Bordeaux ดำเนินกิจการโดย ตระกูล Vayron ตั้งแต่ปี 1840 โดยยังคงสืบทอดความใส่ใจใน terroir และการทำไวน์แบบดั้งเดิมมาจนถึงรุ่นที่ 8
ไร่องุ่นตั้งอยู่ใกล้กับ Château Trotanoy และไม่ไกลจาก Petrus ซึ่งเป็นพื้นที่ clay-gravel plateau ที่ขึ้นชื่อเรื่องการปลูก Merlot ชั้นเยี่ยม โดดเด่นด้วยความเข้ม กลม และอ่อนช้อยตามธรรมชาติของดินเหนียว
Bourgneuf คือไวน์ที่ไม่ได้ออกสื่อบ่อย แต่กลับได้รับการยอมรับในวงในว่า “ซ่อนคุณค่า” ไว้ในความสงบนั้น — เป็น Pomerol แท้ที่ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิกและสมดุล
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นเชอร์รี่ดำ ลูกพลัม มอคค่า และใบยาสูบ ผสานกลิ่นเครื่องเทศเบา ๆ จากการบ่มในโอ๊กฝรั่งเศส
✔ โครงสร้างแน่น แทนนินเนียนละเอียด รสชาติสมดุลระหว่างความหรูหราและพลัง
✔ Merlot เป็นสายพันธุ์หลัก (85–90%) ผสาน Cabernet Franc ที่เพิ่มกลิ่นหอมและความซับซ้อน
✔เหมาะกับอาหารฝรั่งเศสคลาสสิก เช่น เป็ดอบ เนื้อสันในกับซอสไวน์ หรือเนยแข็งที่มีความเค็ม
6.Veuve Clicquot Brut Yellow Label
Veuve Clicquot (เวิฟว์ คลิคโคต์) คือหนึ่งในแบรนด์แชมเปญที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ก่อตั้งในปี 1772 และโด่งดังขึ้นภายใต้การบริหารของ Madame Clicquot – สตรีผู้กล้าหาญในยุคที่ผู้หญิงแทบไม่มีบทบาทในวงการไวน์
หลังจากสามีเสียชีวิต เธอรับหน้าที่บริหารธุรกิจต่อในวัยเพียง 27 ปี พร้อมสร้างนวัตกรรมสำคัญอย่าง “remuage” (การหมุนขวดเพื่อให้ตะกอนรวมตัว) ที่กลายเป็นมาตรฐานของการทำแชมเปญมาจนถึงทุกวันนี้
Brut Yellow Label เป็นรุ่นเรือธงของแบรนด์ สีเหลืองสดบนฉลากกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา ความมั่นใจ และรสชาติที่เข้ากับทุกช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นสดชื่นของซิตรัส แอปเปิลเขียว และขนมปังปิ้ง ผสานกลิ่นแอลมอนด์และดอกไม้ขาวอย่างลงตัว
✔ เนื้อสัมผัสแน่น ฟองละเอียด และรสเปรี้ยวสดที่บาลานซ์ด้วยความกลมกล่อม
✔ ใช้ Pinot Noir เป็นแกนหลัก (มากกว่า 50%) เสริมด้วย Chardonnay และ Meunier
✔ เป็นแบรนด์ที่ให้ประสบการณ์แชมเปญระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้
7. Penfolds Bin 2
Penfolds Bin 2 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1960 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์การเบลนด์ไวน์ของแคว้น Rhône ประเทศฝรั่งเศส — โดยเฉพาะการจับคู่ Shiraz (Syrah) กับ Mataro (Mourvèdre) ซึ่งเป็นองุ่นที่เสริมกลิ่นและโครงสร้างให้แก่กันได้อย่างน่าทึ่ง
Penfolds สร้างสรรค์ Bin 2 ขึ้นเพื่อเป็นไวน์ที่ดื่มง่ายกว่า Grange แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ “บ้านเพนโฟลด์” เอาไว้ ด้วยความลงตัวระหว่างความหอมของ Shiraz และความดิบลุ่มลึกของ Mataro ทำให้ Bin 2 เป็นไวน์ที่มีบุคลิกเฉพาะตัว และกลายเป็นหนึ่งในไวน์ซีรีส์คลาสสิกของ Penfolds ที่ครองใจนักดื่มทั่วโลก
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นผลไม้เข้มข้น เช่น ลูกพรุน เชอร์รี่ดำ แบล็กเบอร์รี่ พร้อมโน้ตของเครื่องเทศ โอ๊ก และดิน
✔ Shiraz มอบความอ่อนนุ่ม ผลไม้หวานในขณะที่ Mataro เติมความเป็นดิน เผ็ด และโครงสร้าง
✔ เนื้อสัมผัสกลางถึงแน่น แต่ดื่มง่าย เหมาะทั้งมือใหม่และนักดื่มสายจริงจัง
✔ เป็นหนึ่งในไวน์สไตล์ Rhône Blend ที่โดดเด่นที่สุดจากออสเตรเลีย
8. Greywacke Sauvignon Blanc
Greywacke (เกรย์แวคก์) คือโปรเจกต์ส่วนตัวของ Kevin Judd หนึ่งในผู้บุกเบิกไวน์นิวซีแลนด์ และอดีต Chief Winemaker ของ Cloudy Bay ผู้ช่วยสร้างชื่อ Marlborough ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก
ตั้งแต่ปี 2009 เขาได้ตั้งแบรนด์ Greywacke ขึ้นมา โดยตั้งชื่อตามหินพื้นเมืองในนิวซีแลนด์ ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานของภูมิประเทศ — และเป็นสัญลักษณ์ของไวน์ที่เกิดจากธรรมชาติอย่างแท้จริง
Greywacke Sauvignon Blanc คือนิยามของความ บริสุทธิ์ สดชื่น และมีมิติของกลิ่นเขียว ที่ไม่ใช่แค่ไวน์สำหรับดื่มเย็น ๆ แต่เป็นผลงานศิลป์ในแก้วที่เกิดจากฝีมือและประสบการณ์กว่า 30 ปีของผู้ทำไวน์
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นสดของเกรปฟรุต มะนาว พาสชันฟรุต และสมุนไพรเขียว ผสานกลิ่นผลไม้เขตร้อนและกลิ่นฟางแห้ง
✔ ความเปรี้ยวที่สดใส (zesty acidity) สร้างความมีชีวิตชีวาในทุกอึก
✔ รสชาติสดใหม่และบาลานซ์ดีเยี่ยม ดื่มง่ายแต่มีโครงสร้าง
✔ ผลิตด้วยแนวคิด low-intervention และใช้ยีสต์ธรรมชาติบางส่วนเพื่อเพิ่มความซับซ้อน
9. Vigneti del Salento "ZOLLA" Primitivo Merlot Puglia IGP
ไวน์ ZOLLA Primitivo Merlot เป็นผลงานของ Vigneti del Salento ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาค Puglia หรือ “ส้นรองเท้าของอิตาลี” — ดินแดนที่เต็มไปด้วยแดดจัด อุณหภูมิสูง และลมทะเลจากทะเลเอเดรียติก ซึ่งช่วยให้ผลองุ่นมีความเข้มข้นและหวานตามธรรมชาติ
ZOLLA คือโปรเจกต์ที่ยกย่อง terroir แบบพื้นเมือง โดยการนำองุ่น Primitivo ที่ทรงพลังและ Merlot ที่เนียนนุ่มมาผสมผสานกัน เพื่อให้ได้ไวน์แดงที่เข้มข้น มีเสน่ห์ และดื่มง่ายในแบบที่คนรุ่นใหม่หลงรัก
นี่คือไวน์จาก บ้าน Farnese หนึ่งในผู้ผลิตไวน์ระดับรางวัลของอิตาลี ที่มีชื่อเสียงในด้านการสร้างไวน์ที่ "คุ้มค่าเกินราคา"
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นหอมของแบล็กเบอร์รี่ ลูกพรุนอบ แยมผลไม้ และวานิลลา ผสานกลิ่นช็อกโกแลตและไม้โอ๊กอบอุ่น
✔ รสชาติเข้มข้น เนื้อแน่น แต่มีความนุ่มละมุนในทุกจิบ
✔ บ่มในถังไม้โอ๊กฝรั่งเศสเพื่อเพิ่มความซับซ้อนและกลิ่นสไปซ์
✔ สไตล์ “modern southern Italian” ที่เข้าได้กับนักดื่มทุกระดับ – ดื่มง่ายแต่มีมิติ
10. Montes Alpha Malbec
Montes เป็นชื่อที่นักดื่มทั่วโลกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ปฏิวัติวงการไวน์ชิลี และซีรีส์ Montes Alpha คือไวน์ระดับเรือธงที่ยืนหนึ่งเรื่องคุณภาพมาอย่างยาวนาน
แม้ว่า Malbec จะไม่ได้เป็นองุ่นหลักของชิลี แต่ Montes เลือกที่จะสร้างมันขึ้นใน Colchagua Valley หนึ่งในแหล่งปลูกองุ่นชั้นยอดของประเทศ โดยใช้องุ่นจากไร่องุ่นที่ปลูกริมเชิงเขา Andes ซึ่งอากาศเย็นตอนกลางคืนและดินมีแร่ธาตุสูง ช่วยให้ Malbec แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งด้านโครงสร้าง สี และกลิ่นที่ซับซ้อน
คาแรกเตอร์เด่น:
✔ กลิ่นผลไม้เข้มข้น เช่น แบล็กเบอร์รี่ พลัม ลูกพรุน พร้อมโน้ตของวานิลลา ดาร์กช็อกโกแลต และเครื่องเทศ
✔ เนื้อไวน์แน่นแต่เนียน แทนนินกลมกล่อม มีโครงสร้างที่ชัดเจน
✔ องุ่นมาจากแหล่งปลูกระดับสูงใน Colchagua Valley ให้ความสมดุลระหว่างแสงแดดและอุณหภูมิที่เย็น
✔ บ่มในถังไม้โอ๊กฝรั่งเศสนาน 12 เดือน เพื่อเพิ่มความกลมกล่อมและเสริมกลิ่นอบอวล
