Old World VS New World ต่างกันที่อะไร ?
ถ้าเคยหยิบขวดไวน์แล้วสังเกตว่าบางขวดระบุแค่ชื่อแคว้น บางขวดระบุชื่อพันธุ์องุ่น และบางขวดไม่รู้จะดูอะไรก่อน — นั่นเป็นเพราะไวน์ในโลกนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ที่มีแนวคิดต่างกันตั้งแต่ต้น ทั้งวิธีคิด วิธีปลูก และวิธีบอกเล่าตัวเองบนฉลาก
ไวน์โลกเก่า (Old World Wines) คืออะไร

Old World Wines คือไวน์ที่ผลิตในประเทศแถบยุโรปทั้งหมด ซึ่งมีประวัติการผลิตไวน์ยาวนานกว่า 600 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เยอรมนี โปรตุเกส ออสเตรีย ฮังการีไปจนถึงโรมาเนียและประเทศยุโรปอื่น ๆ ที่หยั่งรากประเพณีการทำไวน์มาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่ทำให้ Old World แตกต่างออกไปอย่างชัดเจนคือการยึดมั่นในหลักการดั้งเดิมอย่างแน่วแน่ ถิ่นผลิตไหนเคยทำไวน์แบบใดมาหลายร้อยปี ก็ยังคงทำแบบนั้นสืบต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ภายใต้กฎระเบียบทางราชการที่เข้มงวดทั้งในเรื่องพันธุ์องุ่นที่อนุญาตให้ใช้ เงื่อนไขการปลูก วิธีการผลิต และแม้แต่ปริมาณผลผลิตต่อไร่ที่กำหนดไว้อย่างละเอียด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความเจ้าระเบียบโดยเปล่าประโยชน์ แต่คือกลไกที่ช่วยรักษาเอกลักษณ์และคุณภาพของไวน์แต่ละแหล่งให้คงเส้นคงวาข้ามทศวรรษ
ในปัจจุบัน ผู้ผลิตไวน์โลกเก่าเริ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในกระบวนการคัดเลือกและผสมข้ามพันธุ์องุ่นเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ รวมถึงการศึกษาอิทธิพลของสภาพภูมิประเทศ องค์ประกอบของดิน และสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพองุ่นและบุคลิกของไวน์ในแต่ละ Vintage — แต่ทั้งหมดนี้ยังคงอยู่บนรากฐานของประเพณีที่ไม่เคยถูกละทิ้ง
ไวน์โลกใหม่ (New World Wines) คืออะไร

New World Wines คือไวน์ที่ผลิตนอกทวีปยุโรป หรือประเทศที่เพิ่งเริ่มผลิตไวน์มาได้ไม่เกิน 500 ปีหรือเกินเล็กน้อย ครอบคลุมประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ อิสราเอล ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และแม้แต่ไทยเองก็อยู่ในกลุ่มนี้
ไวน์โลกใหม่มีปรัชญาที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง — แทนที่จะยึดติดกับขนบเดิม ผู้ผลิตในโลกใหม่มุ่งเน้นนวัตกรรมและความยืดหยุ่น พร้อมปรับตัวตามความต้องการของตลาดอย่างรวดเร็ว มีการนำพันธุ์องุ่นจากยุโรปมาปลูกในดินแดนใหม่ ผสมข้ามสายพันธุ์จนได้พันธุ์ใหม่ที่ทนทานต่อสภาพอากาศท้องถิ่น ต้านทานโรคและแมลงได้ดีขึ้น และยังปลูกองุ่นหลายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน ผลิตไวน์ออกมาได้หลากหลายสไตล์ครบวงจรเพื่อตอบสนองผู้ดื่มในทุกรสนิยม
ไวน์โลกใหม่หลายฉลากมีสี กลิ่น และรสชาติที่ทัดเทียมหรืออาจดีกว่าไวน์จากแหล่งกำเนิดเดิมในยุโรปได้ในบางกรณี แม้ว่าโดยภาพรวมคุณภาพจะอยู่ในระดับปานกลางถึงสูงเมื่อเทียบกับโลกเก่า แต่นั่นก็หมายความว่ามีโอกาสค้นพบขวดที่ "คุ้มเกินราคา" ได้บ่อยมากกว่า
Old World vs New World — ต่างกันอย่างไรในแก้ว

เป็นเรื่องที่ยากจะตัดสินอย่างเบ็ดเสร็จว่าฝั่งไหนดีกว่า เพราะสี กลิ่น และรสชาติของทั้งสองโลกในหลายกรณีใกล้เคียงกันจนแยกได้ยากในการ Blind Tasting ความแตกต่างที่ชัดเจนกว่ามักอยู่ที่ความเข้มข้นและความซับซ้อนของกลิ่นองุ่นที่ผสานกับกลิ่นไม้โอ๊ค ซึ่งไวน์โลกเก่ามักมีมากกว่าและหลายมิติกว่า รวมถึงรสชาติที่กลมกล่อมและหนักแน่นกว่าอันเป็นผลจากการดูแลคุณภาพองุ่นอย่างเข้มงวดตามกฎระเบียบที่สะสมมาหลายร้อยปี
ในขณะที่ไวน์โลกใหม่มักให้ความรู้สึกที่ผลไม้เด่นชัดกว่า เข้าถึงง่ายกว่าตั้งแต่อายุยังน้อย และมักมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าในระดับคุณภาพใกล้เคียงกัน
แต่ท้ายที่สุด การแบ่งโลกเก่าและโลกใหม่เป็นเพียงกรอบความเข้าใจ ไม่ใช่คำตัดสิน เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในแก้วของคุณไม่ใช่ว่ามันมาจากฝั่งไหนของโลก แต่คือว่ามันทำให้คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อดื่ม และถ้าไวน์ขวดไหนทำให้คุณรู้สึกดี ไม่ว่าจะโลกเก่าหรือโลกใหม่ Wine-Now บอกเลยว่า แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว