วิธีชิมไวน์สำหรับมือใหม่: เริ่มต้นด้วย ตาดู ดม ชิม
การชิมไวน์ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้ด้วยระบบ 3 ขั้น—ดู (สังเกตสี ความใส ความเข้ม), ดม (สวิร์ลแล้วแยกชั้นกลิ่นปฐมภูมิ/ทุติยภูมิ/ตติยภูมิ) และ ชิม (รับ 5 มิติ: ความหวาน กรด แทนนิน บอดี้ แอลกอฮอล์ แล้วจับ ‘finish’)
เมื่อมีระบบ คุณจะเลิกพูดแค่ว่า “ชอบ/ไม่ชอบ” แล้วเริ่มบอกได้ว่าชอบ “ตรงไหน”—ก้าวแรกของการเลือกไวน์ที่ใช่ในครั้งต่อ ๆ ไป

ลองนึกถึงคนที่ฟังเพลงเป็นอาชีพ พวกเขาไม่ได้มีหูพิเศษกว่าเราตั้งแต่เกิด แต่ฝึกฟังจนแยกออกว่าตรงไหนคือเบส ตรงไหนคือกลอง ตรงไหนคือเสียงประสาน การชิมไวน์ก็เหมือนกันเป๊ะ ซอมเมอลิเย่ไม่ได้มีลิ้นวิเศษ พวกเขามีแค่ “วิธีตั้งใจ” กับสิ่งที่อยู่ในแก้ว และมี “คำ” เอาไว้เรียกสิ่งที่ได้กลิ่นได้รส
บทความนี้จะมอบทั้งสองอย่างนั้นให้คุณ—ระบบที่ทำให้ตั้งใจเป็น และคลังคำที่ทำให้บรรยายได้ พออ่านจบและลองทำตามสักสองสามขวด คุณจะแปลกใจว่าตัวเองจับรสได้มากกว่าที่คิด
1. ทำไมต้องมี “ระบบ” ในการชิม

คนส่วนใหญ่ดื่มไวน์แบบรีบ ๆ—ยกขึ้นจิบ กลืน แล้วสรุปในใจว่า “อร่อย” หรือ “ไม่อร่อย” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำตัดสินนั้น แต่อยู่ที่มันบอกอะไรเราต่อไม่ได้เลย ครั้งหน้าเดินเข้าร้านไวน์ คุณก็ยังไม่รู้ว่าจะหาขวดที่ “อร่อย” แบบเดิมได้ยังไง เพราะคุณไม่เคยรู้ว่าอะไรในแก้วนั้นที่คุณชอบ
การชิมแบบมีขั้นตอนแก้ปัญหานี้โดยตรง มันบังคับให้คุณช้าลงและแยกประสบการณ์ทั้งก้อนออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่จับต้องได้ แทนที่จะพูดว่า “ชอบ” คุณจะเริ่มพูดได้ว่า “ชอบเพราะมันสดชื่น กรดสูง ผลไม้เด่น และไม่ฝาด” พอบรรยายเป็น คุณก็ สั่งซื้อเป็น—บอกพนักงานหรือทีมเราได้ว่าอยากได้ไวน์แนวไหน และมีโอกาสได้ขวดที่ถูกใจตั้งแต่ครั้งแรกมากขึ้นมาก
อีกข้อดีของระบบคือมัน “เป็นกลาง” มันไม่สนว่าไวน์ราคาเท่าไหร่ ฉลากดูหรูแค่ไหน หรือใครให้คะแนนมาเท่าไหร่ คุณแค่ตั้งใจกับสิ่งที่ตาเห็น จมูกได้กลิ่น และลิ้นรับรู้จริง ๆ นี่คือเหตุผลที่นักชิมมืออาชีพถึงฝึก “ชิมแบบปิดฉลาก” กันบ่อย ๆ เพื่อกันไม่ให้สมองหลอกลิ้น และมันคือทักษะที่ปลดล็อกความมั่นใจให้คุณเชื่อลิ้นตัวเองได้ในที่สุด
“ซอมเมอลิเย่ไม่ได้มีลิ้นวิเศษ—พวกเขามีระบบ และมีคำเอาไว้เรียกสิ่งที่ลิ้นรับรู้”
—2. ขั้นที่ 1 — ดู (Look)

ก่อนจะดมหรือชิม ให้ตามองก่อน ขั้นนี้เร็วแต่บอกอะไรได้เยอะอย่างน่าประหลาด วิธีที่ถูกต้องคือ เอียงแก้วประมาณ 45 องศาเหนือพื้นหลังสีขาว (กระดาษ ผ้าปูโต๊ะ หรือฝ่ามือก็ได้) แล้วมองทะลุไวน์ลงไป ไม่ใช่มองจากด้านบน เพราะพื้นหลังขาวจะทำให้คุณเห็นสีจริงและความใสได้ชัดที่สุด
สีบอกอะไรเราบ้าง
สีของไวน์บอก อายุและชนิดองุ่นคร่าว ๆ ได้ ไวน์แดงเมื่ออายุน้อยมักมีสีม่วงอมแดงสดใส และจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปทางสีอิฐหรือสีน้ำตาลส้มที่ขอบเมื่อบ่มนานขึ้น ส่วนไวน์ขาวจะ เข้มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น—จากสีฟางอ่อนไปเป็นสีทองเข้มหรือสีอำพัน ซึ่งเป็นทิศตรงข้ามกับไวน์แดง
ความเข้มของสียังให้เบาะแสเรื่องชนิดองุ่นด้วย ตัวอย่างเช่น องุ่นเปลือกบางอย่าง Pinot Noir มักให้ไวน์แดงสีอ่อนใส มองทะลุได้ ส่วนองุ่นเปลือกหนาสีเข้มอย่าง Shiraz/Syrah หรือ Malbec มักให้สีแดงเข้มทึบจนแทบมองไม่ทะลุ นี่ไม่ใช่กฎตายตัว แต่เป็นไม้บรรทัดคร่าว ๆ ที่ช่วยให้คุณ “เดา” คาแรกเตอร์ได้ตั้งแต่ก่อนดม
“ขาไวน์” (legs) คืออะไร
หลังสวิร์ลแก้ว คุณจะเห็นของเหลวไหลเป็นทางลงข้างแก้ว เรียกว่า “ขาไวน์” (legs หรือ tears) หลายคนเข้าใจผิดว่าขายิ่งสวยยิ่งแปลว่าไวน์ดี—ไม่จริง ขาไวน์เป็นแค่ผลของฟิสิกส์ มันบอก ความหนืดและระดับแอลกอฮอล์/น้ำตาลคร่าว ๆ เท่านั้น ไวน์ที่แอลกอฮอล์สูงหรือหวานมักมีขาที่ช้าและหนา ส่วนไวน์เบา ๆ ขาจะไหลเร็วและบาง ใช้มันเป็นเบาะแสเรื่องน้ำหนักได้ แต่อย่าใช้ตัดสินคุณภาพ
ความ “ใส” ก็สำคัญ ไวน์ส่วนใหญ่ควรดูใส ไม่ขุ่น (ยกเว้นไวน์ธรรมชาติบางชนิดที่ตั้งใจไม่กรอง) ถ้าเห็นตะกอนในไวน์แดงเก่า ๆ ถือเป็นเรื่องปกติ แค่ค่อย ๆ รินอย่าให้ตะกอนขึ้นมาในแก้ว
3. ขั้นที่ 2 — ดม (Smell)

นี่คือขั้นที่สำคัญที่สุดและถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เราเรียกว่า “รส” ส่วนใหญ่มาจากกลิ่น ลองนึกตอนเป็นหวัดคัดจมูกแล้วกินอะไรก็ไม่อร่อย—นั่นแหละคือหลักฐาน จมูกของเราแยกกลิ่นได้ละเอียดกว่าลิ้นมาก ดังนั้นถ้าฝึกดมเป็น คุณจะจับไวน์ได้ลึกขึ้นทันที
วิธีดมที่ถูกต้อง
เริ่มจาก ดมครั้งแรกก่อนสวิร์ล เพื่อจับกลิ่นแรกที่ลอยขึ้นมาเอง จากนั้น สวิร์ลแก้วเบา ๆ สักสองสามรอบเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสอากาศและปล่อยกลิ่นให้ระเหยขึ้นมามากขึ้น แล้วเอาจมูกเข้าไปใกล้ปากแก้ว ดมสั้น ๆ หลายครั้งโดยอ้าปากเล็กน้อย การอ้าปากนิดหน่อยช่วยให้กลิ่นเข้าได้ทั้งทางจมูกและช่องปาก ทำให้รับกลิ่นได้เต็มขึ้นและลดความแสบจมูกจากแอลกอฮอล์ อย่าดมยาวลึกครั้งเดียว เพราะจมูกจะ “ชา” ต่อกลิ่นเร็ว ดมสั้น ๆ พักแล้วดมใหม่ได้ผลกว่า
แยกกลิ่นเป็นสามชั้น
ซอมเมอลิเย่จัดกลิ่นไวน์เป็นสามกลุ่มตาม “ที่มา” ของมัน วิธีนี้ช่วยให้คุณมีกรอบไล่กลิ่นทีละชั้นแทนที่จะงงกับทุกอย่างพร้อมกัน:
- กลิ่นปฐมภูมิ (primary) — กลิ่นที่มาจากตัวองุ่นเองและการปลูก ส่วนใหญ่คือ ผลไม้และดอกไม้ เช่น เบอร์รี่ เชอร์รี่ ซิตรัส แอปเปิล ลูกพีช หรือกลิ่นดอกไม้และสมุนไพร นี่คือกลิ่นที่เด่นที่สุดในไวน์อายุน้อย
- กลิ่นทุติยภูมิ (secondary) — กลิ่นที่เกิด จากกระบวนการหมัก เช่น กลิ่นยีสต์แบบขนมปังอบ กลิ่นเนย หรือกลิ่นครีม ซึ่งพบบ่อยในไวน์ขาวที่ผ่านกระบวนการเฉพาะ
- กลิ่นตติยภูมิ (tertiary) — กลิ่นที่มาจาก การบ่ม ทั้งในถังไม้โอ๊กและในขวด เช่น วานิลลา หนัง ยาสูบ เครื่องเทศ ใบไม้แห้ง หรือกลิ่นดิน เป็นกลิ่นที่ทำให้ไวน์เก่ามีมิติซับซ้อนน่าค้นหา
มือใหม่ไม่ต้องกดดันว่าต้องเรียกชื่อกลิ่นให้เป๊ะ แค่ถามตัวเองว่า “นี่มันกลิ่นผลไม้สด ผลไม้สุก หรือผลไม้แห้ง?” “มีกลิ่นอะไรที่ไม่ใช่ผลไม้ไหม?” แค่นี้คุณก็เริ่มไล่ชั้นกลิ่นเป็นแล้ว และยิ่งฝึก คลังกลิ่นในหัวจะยิ่งใหญ่ขึ้นเอง
4. ขั้นที่ 3 — ชิม (Taste)

มาถึงขั้นที่ทุกคนรอ แต่ถ้าทำขั้นดูและดมมาดีแล้ว การชิมจะเป็นแค่การ “ยืนยัน” สิ่งที่จมูกบอกไว้ พร้อมเก็บข้อมูลที่จมูกให้ไม่ได้—นั่นคือ โครงสร้าง ของไวน์ วิธีชิมให้ได้ข้อมูลครบคือ จิบพอประมาณแล้วกลั้วไวน์ให้ทั่วปาก ปล่อยให้โดนลิ้นทุกส่วน นักชิมหลายคนยัง สูดอากาศผ่านไวน์เบา ๆ (เหมือนดูดเส้นก๋วยเตี๋ยวเบา ๆ) เพื่อให้กลิ่นพุ่งขึ้นไปทางหลังจมูก เปิดมิติของรสได้มากขึ้น—ฝึกที่บ้านก่อนได้ เพราะอาจสำลักตอนแรก ๆ
5 มิติที่ต้องจับให้ได้
โครงสร้างของไวน์ประกอบด้วยห้าอย่างที่ทำงานร่วมกัน นี่คือตัวอย่างโปรไฟล์ของไวน์แดงกลาง-เต็มทั่วไป (ประเมินเชิงประสาทสัมผัสจากทีมชิมของเรา ไว้เป็นไม้บรรทัด) แล้วลองไล่ทีละข้อในแต่ละจิบ:
- ความหวาน (sweetness) — รับรู้ที่ปลายลิ้นเป็นอย่างแรก ไวน์มีตั้งแต่ dry (ไม่หวานเลย) ไปจนถึง sweet (หวานชัด) อย่าสับสนระหว่าง “กลิ่นผลไม้” กับ “ความหวานจริง” ไวน์อาจหอมผลไม้จัดแต่ไม่หวานก็ได้
- กรด (acidity) — ความรู้สึก “สดชื่น เปรี้ยวกระตุ้นน้ำลาย” ที่ข้างลิ้น ลองนึกถึงตอนกัดมะนาว กรดสูงทำให้ไวน์มีชีวิตชีวาและเข้ากับอาหารได้ดี กรดต่ำทำให้รู้สึกนุ่มแต่บางทีก็เลี่ยน
- แทนนิน (tannin) — ความ “ฝาดและแห้ง” ในปากคล้ายจิบชาเข้ม ๆ มาจากเปลือก เมล็ดองุ่น และถังไม้ พบมากในไวน์แดง แทนนินสูงรู้สึกฝาดเหงือกและเหมือนปากแห้ง แทนนินต่ำลื่นคอกว่า
- บอดี้ (body) — “น้ำหนัก” หรือความเต็มปากของไวน์ เทียบได้กับนมขาดมันเนย (เบา) นมสด (กลาง) และครีม (เต็ม) เกิดจากแอลกอฮอล์ น้ำตาล และสารสกัดรวมกัน
- แอลกอฮอล์ (alcohol) — รับรู้เป็นความ “อุ่น” ที่คอและกลางอกหลังกลืน แอลกอฮอล์สูงให้ความอุ่นและบอดี้หนาขึ้น แต่ถ้าสูงเกินสมดุลจะรู้สึกแสบร้อน
“finish” — รสที่ค้างหลังกลืน
หลังกลืนไปแล้ว ให้สังเกตว่ารสและกลิ่นอยู่ในปากต่อไปนานแค่ไหน เราเรียกสิ่งนี้ว่า finish หรือ aftertaste โดยทั่วไป ไวน์ที่ดีมักมี finish ที่ ยาว สะอาด และน่ารื่นรมย์—รสค้างอยู่หลายวินาทีและค่อย ๆ จางลงอย่างสวยงาม ส่วนไวน์ทั่วไปมัก finish สั้นและหายไปเร็ว ลองนับในใจเล่น ๆ ว่ารสอยู่ได้กี่วินาที นี่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดคุณภาพที่มือใหม่จับได้ง่ายที่สุด
5. ศัพท์รสที่ต้องรู้
คำพวกนี้จะวนเวียนอยู่ในทุกบทรีวิวและทุกบทสนทนาเรื่องไวน์ จำห้าคำนี้ให้แม่น แล้วคุณจะอ่านฉลากและคุยกับคนขายได้อย่างมั่นใจ:
| ศัพท์ | แปลว่าอะไร | สังเกตยังไง |
|---|---|---|
| Body (บอดี้) | น้ำหนัก/ความเต็มปากของไวน์ | เทียบกับนมขาดมันเนย–นมสด–ครีม รู้สึกบางหรือหนักแน่นในปาก |
| Acidity (กรด) | ความเปรี้ยวสดชื่นที่กระตุ้นน้ำลาย | น้ำลายไหลข้างลิ้นเหมือนตอนนึกถึงมะนาว ยิ่งไหลมากยิ่งกรดสูง |
| Tannin (แทนนิน) | ความฝาดจากเปลือก/เมล็ด/ไม้โอ๊ก | รู้สึกฝาดแห้งเหงือกและลิ้นคล้ายจิบชาเข้ม พบในไวน์แดงเป็นหลัก |
| Finish (รสค้าง) | รสและกลิ่นที่อยู่ในปากหลังกลืน | นับวินาทีว่ารสจางช้าหรือเร็ว ยาว–สะอาดมักหมายถึงคุณภาพดี |
| Dry vs Sweet | ระดับความหวานของไวน์ | Dry = ไม่หวานเลย, Sweet = หวานชัดที่ปลายลิ้น อย่าสับสนกับกลิ่นผลไม้ |
“Dry” ในโลกไวน์แปลว่า “ไม่หวาน” ไม่ได้แปลว่าฝาดหรือแห้งคอ ส่วนไวน์ที่หอมผลไม้จัด (fruity) อาจเป็น dry สนิทก็ได้ สองคำนี้คนสับสนกันบ่อยที่สุด
6. ฝึกชิมที่บ้านยังไง

ทฤษฎีทั้งหมดข้างบนจะกลายเป็นทักษะก็ต่อเมื่อคุณลงมือทำ ข่าวดีคือฝึกที่บ้านได้ไม่ต้องลงทุนเยอะ นี่คือวิธีที่ได้ผลที่สุด:
- จัดเซ็ตชิมเทียบ (comparative tasting) — เปิดไวน์ 2–3 ขวดพร้อมกัน เลือกแบบ ต่างองุ่นหรือต่างภูมิภาค เช่น Pinot Noir เทียบกับ Shiraz หรือไวน์ขาวเย็นจากสองประเทศ การชิมเทียบทำให้ความต่างชัดขึ้นมาก เพราะลิ้นเราเก่งเรื่อง “เปรียบเทียบ” มากกว่า “ตัดสินเดี่ยว ๆ”
- จดโน้ตทุกครั้ง — เขียนสั้น ๆ ก็พอ: สีอะไร กลิ่นอะไรเด่น กรด/แทนนิน/บอดี้ระดับไหน finish ยาวไหม และที่สำคัญที่สุด—ชอบหรือไม่ และ เพราะอะไร สมุดโน้ตเล่มเดียวจะกลายเป็นแผนที่ลิ้นของคุณเองภายในไม่กี่เดือน
- ลองชิมแบบปิดฉลาก (blind) — ให้คนอื่นปิดฉลากหรือใส่ถุงให้ แล้วลองชิมโดยไม่รู้ว่าขวดไหนเป็นขวดไหน วิธีนี้ตัด “อคติเรื่องราคาและแบรนด์” ออก ทำให้คุณเชื่อลิ้นตัวเองจริง ๆ และมักทำให้ค้นพบว่าขวดที่ชอบไม่ใช่ขวดที่แพงที่สุดเสมอไป
- เสิร์ฟอุณหภูมิให้ถูก — เป็นจุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดและกระทบรสมากที่สุด คร่าว ๆ คือ ไวน์ขาวและสปาร์กลิงเสิร์ฟเย็น (แช่ตู้เย็นก่อนสักพัก) ไวน์แดงเสิร์ฟเย็นกว่าอุณหภูมิห้องเมืองไทยเล็กน้อย (อากาศบ้านเราร้อน ลองแช่ไวน์แดงสัก 15–20 นาทีก่อนเปิด) ไวน์อุ่นเกินจะรู้สึกแอลกอฮอล์โดดและเลี่ยน ส่วนเย็นจัดเกินจะทำให้กลิ่นและรสหุบ
เรื่องอุณหภูมิเป็นจุดที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุด เพราะ “อุณหภูมิห้อง” ในตำราฝรั่งคือห้องเย็นในยุโรป ไม่ใช่ห้องบ้านเรา นี่คือช่วงที่เราแนะนำให้เริ่ม:
7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
หลีกเลี่ยงสี่ข้อนี้ แล้วประสบการณ์ชิมของคุณจะดีขึ้นทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนขวด:
- เสิร์ฟอุ่นเกินไป — โดยเฉพาะในอากาศร้อนแบบเมืองไทย “อุณหภูมิห้อง” ที่ตำราฝรั่งพูดถึงคือห้องเย็นในยุโรป ไม่ใช่ห้องบ้านเรา ไวน์แดงที่อุ่นเกินจะรู้สึกแอลกอฮอล์พุ่งและรสเบลอ ลองแช่เย็นเล็กน้อยก่อนเสิร์ฟเสมอ
- ใช้แก้วผิด — แก้วปากแคบทรงทิวลิปช่วยรวบกลิ่นให้พุ่งขึ้นจมูก ทำให้ดมสนุกกว่าแก้วปากกว้างหรือแก้วน้ำธรรมดามาก และอย่ารินเต็มแก้ว—รินแค่ราวหนึ่งในสามเพื่อเหลือพื้นที่ให้สวิร์ลและให้กลิ่นรวมตัว
- รีบเกินไป — การชิมที่ดีใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที แต่หลายคนข้ามทั้งดูทั้งดมแล้วกระโดดไปกลืนเลย ลองช้าลง ให้เวลาจมูกและลิ้นได้ทำงาน คุณจะได้กลับมาคุ้มค่ากว่าที่คิด
- เชื่อราคามากกว่าลิ้น — ราคาและคะแนนรีวิวเป็นแค่ไกด์ ไม่ใช่คำตัดสินว่าคุณจะชอบหรือไม่ ลิ้นของแต่ละคนต่างกัน ไวน์ที่ “ใช่” สำหรับคุณคือไวน์ที่ คุณ ดื่มแล้วมีความสุข ไม่ใช่ไวน์ที่คนอื่นบอกว่าดี การชิมแบบปิดฉลากจะพิสูจน์ข้อนี้ให้คุณเห็นเอง
ในที่สุดแล้ว เป้าหมายของการชิมไวน์ไม่ใช่การท่องศัพท์ให้ดูเก่ง แต่คือการทำให้ทุกแก้วที่คุณดื่มมีความหมายและสนุกขึ้น ระบบ ดู–ดม–ชิม เป็นแค่จุดเริ่ม ยิ่งคุณใช้บ่อย มันจะยิ่งกลายเป็นนิสัยอัตโนมัติที่คุณทำโดยไม่ต้องคิด และวันนั้นเองที่คุณจะรู้ตัวว่า—คุณ “ชิมไวน์เป็น” แล้วจริง ๆ
เซ็ตไวน์เริ่มต้นสำหรับฝึกชิม
หกขวดหลากสไตล์ให้ฝึก ดู–ดม–ชิม ที่บ้าน — มีในสต็อก:
อยากเริ่มฝึกชิมที่บ้าน?
เลือกไวน์ 2–3 ขวดต่างองุ่นหรือต่างภูมิภาคมาจัดเซ็ตชิมเทียบกัน แล้วลองไล่ระบบ ดู–ดม–ชิม ตามบทความนี้ บอกทีมเราได้ว่าชอบรสแนวไหน เราจะช่วยจับคู่ขวดให้
คำถามที่พบบ่อย
ไม่ต้อง การชิมไวน์เป็นทักษะที่ฝึกได้เหมือนการฟังเพลงให้แยกเครื่องดนตรีออก สิ่งที่ซอมเมอลิเย่มีไม่ใช่ลิ้นวิเศษ แต่คือ “ระบบ” และ “คลังคำ” ที่ช่วยจับสิ่งที่ได้กลิ่นและได้รส ยิ่งชิมแบบมีขั้นตอนและจดโน้ตบ่อย ๆ ลิ้นและจมูกของคุณก็ยิ่งคมขึ้นเอง
การสวิร์ลคือการหมุนไวน์เบา ๆ ในแก้วเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสอากาศ ทำให้กลิ่นหอมระเหยขึ้นมามากขึ้นและชัดขึ้น เปรียบเหมือนการ “ปลุก” ไวน์ ลองดมก่อนสวิร์ลหนึ่งครั้งแล้วดมหลังสวิร์ลอีกครั้ง คุณจะสังเกตได้ว่ากลิ่นเปิดขึ้นชัดเจน
แทนนินคือสารธรรมชาติจากเปลือก เมล็ดองุ่น และถังไม้โอ๊ก ให้ความรู้สึก “ฝาด” และแห้งในปาก คล้ายความรู้สึกหลังจิบชาเข้ม ๆ พบมากในไวน์แดง แทนนินช่วยให้ไวน์มีโครงสร้างและเก็บได้นาน มือใหม่ที่ไม่ชินอาจเริ่มจากไวน์แดงแทนนินต่ำก่อน
บอดี้ (body) คือ “น้ำหนัก” หรือความรู้สึกเต็มปากของไวน์ เทียบง่าย ๆ ได้กับความต่างระหว่างนมขาดมันเนย (เบา) นมสด (กลาง) และครีม (เต็ม) ไวน์ไลต์บอดี้รู้สึกเบาบาง ส่วนไวน์ฟูลบอดี้รู้สึกหนักแน่นเต็มปาก บอดี้เกิดจากแอลกอฮอล์ น้ำตาล และสารสกัดในไวน์รวมกัน
เริ่มจากเปิดไวน์ 2–3 ขวดที่ต่างองุ่นหรือต่างภูมิภาคพร้อมกันแล้วชิมเทียบกัน เสิร์ฟที่อุณหภูมิให้ถูก จดโน้ตสั้น ๆ ทุกครั้งว่าได้กลิ่นและรสอะไร และลองชิมแบบปิดฉลาก (blind) เพื่อฝึกให้เชื่อลิ้นมากกว่าราคาหรือชื่อแบรนด์ ทำซ้ำสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญ
การชิมที่ดีไม่ได้วัดที่จำนวนศัพท์ที่คุณท่องได้ แต่วัดที่ทุกแก้วเริ่มมีความหมายและสนุกขึ้น—และวันหนึ่งคุณจะรู้ตัวว่าชิมเป็นแล้วจริง ๆ
